วันเสาร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

เภสัชกรโรคเรื้อรัง

 เภสัชกรของโรคเรื้อรัง

                          ผมต้องการจะเป็น  เภสัชกรที่เก่งกาจใน การดูแลโรคเรื้อรัง  ไม่ว่าจะเป็น  เบาหวาน เกาต์ ความดันโลหิตสูง  หัวใจขาดเลือด  ไตวาย  โรคหืด  COPD เป็นต้น  เพราะผมมองแนวโน้มออกว่า  โรคเรื้อรัง หรือ  NCD คือ ปัญหาหลักของประชากรทั่วโลก    ทั้งในปัจจุบันและอนาคต   แต่เนื่องจากโรคเรื้อรัง NCD มีมากมายผมจึงเน้นแค่ โรค  ดังต่อไปนี้ 

  1. ความดันโลหิตสูง
  2. เบาหวาน
  3. เกาต์
  4. ไตวาย 
  5. โรคหืด
  6. โรค COPD
  7. โรคหัวใจขาดเลือด
  8. โรคอ้วน


ดังนั้น  เภสัชกร จึงต้องรู้ เรื่องต่างๆ  ในหมวดต่อไปนี้
  • เภสัชกรรมบำบัด
  • ความร่วมมือในการใช้ยา
  • อาการข้างเคียงจากยา
  • พฤติกรรมสุขภาพ
  • สังคมวิทยาทางการแพทย์ 
  • เวชศาสต์ครอบครัว

วันเสาร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

หมวดความรู้พื้นฐาน สำหรับ เภสัชกรบริบาล

 ความรู้พื้นฐานสำหรับเภสัชกรสายบริบาลผู้ป่วย



                 สวัสดีครับ ผมเภสัชเอก ครับ วันนี้ ผมจะมาแลดเปลี่ยนความคิดเรื่อง ความรู้พื้นฐานในการเป็นเภสัชกรที่มีหน้าที่บริบาทผู้ป่วย ไม่ว่าจะทำงาน โรงพยาบาล หรือ ร้านขายยาก็ตามนะครับ  ผมว่า ความรุ้ตามหมวดนี้   น่าจะมีประโยชน์ในการทำงานครับ

  1. ความรู้ทั่วไปด้านเภสัชบำบัด
  2. อาการไม่พึงประสงค์จาการใช้ยา
  3. ข้อห้ามใช้ยา และ ข้อควรระวังต่างๆ
  4. ขนาดยา และ การปรับขนาดยา
  5. การส่งเสริมความร่วมมือในการใช้ยา 
  6. การให้สุขศึกษาและให้คำปรึกษาผู้ป่วย
  7. การเยี่ยมบ้านทางเภสัชกรรม
  8. การตรวงร่างกายทางเภสัชกรรม
  9. การวินิจฉัยทางเภสัชกรรม



ใน  9 หัวข้อ ดังต่อไปนี้ ผมจะมี หนังสือแนะนำ หลายเล่ม พร้อมอาจมี คลิปวีดีโอที่เกี่ยวข้อง หรือ เอกสารสรุป ตามหัวข้อย่อยต่างๆ  มาจากนะครับ มาคอยติดตามได้นะครับ เพื่อนๆ  เภสัชกร ทั้งหลาย  ใน บทความนี้  ผมจะแนะนำ  หนังสือที่น่าสนใจ สัก 3 เล่ม ก่อนก็คือ 
  • Pharmacotherapy A Pathophysiology Approach.
  • Clinical Skills for Pharmacists
  • Drug Information A Guide for Pharmacists




วันศุกร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2565

อยากเก่ง ต้องมีวินัย ในการฝึกฝนเรียนรู้

 อยากเก่งต้องมีวินัย


                           การที่จะเป็นเภสัชกรที่เก่งกาจนั้น   ต้องอาศัยการศึกษา เรียนรู้ ฝึกฝน ซ้ำแล้ว ซ้ำอีก  ด้วยความอดทนอย่างยาวนาน         และยังต้องมี การอัพเดทความรู้อย่างสม่ำเสมอ   ส่วนที่เภสัชกรต้องเรียนรู้มีหลายรูปแบบ




กิจกรรมเรียนรู้ได้แก่

  1. การอ่านหนังสือ
  2. การเรียนออนไลน์
  3. การฝึกอบรม
  4. การเข้าสัมนา
  5. การทำวิจัย
  6. การทำ case study
  7. การเยี่ยมบ้านทางเภสัชกรรม
  8. การซักประวติผู้ป่วย
  9. การให้คำปรึกษาด้านยาและสุขภาพ
  10. การให้สุขศึกษาหลายกลุ่ม
        
                         สำหรับตัวผมเองทำงานเภสัช ที่เน้นการบริบาลผู้ป่วย และการคุ้มครองผู้บริโภค   เป็นงานทั้งสองด้าน ที่แตกต่างกันพอสมควร     แต่อย่างไรก็ตาม มันมีเป้าหมายเดียวกัน    หากคุณต้อง ทำสิ่งต่างๆมากมาย นับ 10 ข้อข้างต้น  กรารมีวินัยในการเรียนรู้สม่ำเสมอ    จะทำให้เราเก่งได้  ดังนั้นการมีวินัยในการฝึกฝน  เรียนรู้ ทุกๆ  วัน  ต้องเรียนรู้ทุกวันแม้ จะไม่มีอารมณ์ก็ตาม  และในที่สุดเราจะเก่งกาจ มากๆ   ความเก่งกาจของเภสัชกรส่งผลดีต่อผู้ป่วย   ความไม่รู้ของเภสัชกร อาจทำให้ผู้ป่วยเสียโอกาส  และ อาจทำให้คนไข้ตายได้เลยครับ  

วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ลุยไปเลย คือเคล็ดลับ ข้อ ที่ 2

หากอยากเป็น เภสัชกรที่เก่ง ต้องไม่ใช่แค่การคิด หรือ วางแผน


คุณต้องลุยไปเลย ลงมือทำ สิ่งที่ดี ศึกษาเรียนรู้ ไปเลย อย่านิ่งเฉย


ต้อง Take Action ไปเลย อาจจะ ซื้อหนังสือวิชาการมาอ่าน สักเล่ม




ลงทะเบียน ฝึกอบรมสักหลักสูตร หรือ อบรมอะไรสักเรื่องหนึ่งก็ได้


ขอให้ ทำอะไรที่ใช่บางอย่าง อย่าเพียงแค่คิดเฉยๆ ต้องลงมือทำ


เริ่มลงมือเลย ครับ วันนี้ เลย  แล้ว มาเล่าสู่กันฟังว่าทำอะไรบ้าง


จำไว้ครับ ลุยแม่งมันเลย ทำมันไปเลย ครับ อย่าชักช้า น่ะสำเร็จแน่ๆ


เลือกเลยว่าจะศึกษาประเด็นไหน งานเภสัชกรรมคลินิก งานวิจัย งานคุ้มครอง


หรือแม้ แต่จะเรียน ด้านเภสัชสนเทศ การบริหาร  เลือกมันสักอย่างแล้วลุยไปครับ



วันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

เคล็ดลับ ลับเลื่อยเภสัชกร ข้อที่ 1

เคล็ดลับ ลับเลื่อยเภสัชกร ข้อที่ 1 มีไฟปรารถนา ที่มุ่งมั่นจะพัฒนาตนเอง
ภก.ศุภรักษ์ ศุภเอม

หากอยากพัฒนาตนเอง มันคงต้องเริ่มจากภายในตัวเราก่อน

ถามใจตนเอง ว่าเราอยากพัฒนาตนเอง หรือไม่ ทำไปทำไม

ถามใจตนเองให้ชัดเจน แน่นอน คิดให้ชัด ตัดสินใจเด็ดขาด

ในตอนแรก ที่ผมตัดสินใจจะเป็น เภสัชกรที่เก่งกาจนั้น

ผมแน่ใจเลยว่ามันใช่ ตัวตนของผม ผมอยากช่วยผู้คน



ผมรู้สึกดีมาก ที่ได้ใช้ความรู้ ความสามารถ ในการบริบาล

ผมมีความสุข ที่ทำให้คนไข้ดีขึ้น ผมรู้สึกดีกับมันมาก

เมื่อผมได้ช่วยให้คนไข้โรคหืด ที่หอบเดือนละ 20 ครั้ง

เข้า ER เกือบทุกวัน ไม่หอบอีกเลยในตลอดปีนั้น

มันมีความสุขมากๆ  ผมรู้สึกได้เลยว่ามันใช่ Yes ....

มันยอดเยี่ยม กว่านั่งกอดสาวสวยในผับ ในบาร์เสียอีก

มันรสชาติเยี่ยม ให้ ความรู้สึกดีกว่า จิบ VSOP เสียอีก

และผมรู้เลย นับแต่วินาทีนั้น ว่าผมจะเป็นเภสัชกร

ที่เก่งกาจ และมุ่งมั่น ที่จะช่วยเหลือเยียวยาผู้ป่วย


ใช่ผมตัดสินใจ ที่จะเป็น เภสัชกรคลินิกชั้นเลิศ

ลับเลื่อยเภสัชกรตอน 2


ภก.ศุภรักษ์ ศุภเอม

เมื่อ ศิษย์พร้อมแล้ว อาจารย์จะปรากฏกาย สำนวนนี้มันใช้ได้
ราวๆ ปี พ.ศ. 2539  คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
ได้จัดงานประชุมวิชาการ เรื่อง ….pharmaceutical care …..
มันคือครั้งแรก ของผม ที่รู้จักคำว่า การบริบาลทางเภสัชกรรม





มันทำให้ผมได้เจอกับ idol ของผม ครั้งแรก พี่ปรีชา กับ พี่ คทา
ผู้ได้สอนผม ว่า งานเภสัชกรรมคลินิกมันคืออะไร  แบบไหน
พี่ปรีชา ไอดอล ที่บอกปมว่า งานนี้ มันเจ๋งฟ่ะ มัน smart
พี่คทา wow กล้าทุ่มเท เพื่อผู้ป่วยแบบนี้  เท่ห์มากๆ
เมื่อมี idol หรือ ต้นแบบที่ดี ก็กระตุ้น ให้ผมพัฒนาตนเอง
เริ่มทำกิจกรรม drug counseling  และ home health care
มีการเสนอ ยากลุ่ม controller เข้าบัญชีโรงพยาบาลเพื่อรักษาโรคหืด
ย้ำใหม่มาก เพราะมันปี 2539 แพทย์โวยใหญ่ ว่าทำไมเภสัชกร
ต้องมาสั่งแพทย์ว่า ต้องใช้ยาอะไรในการรักษา asthma ด้วย
ผมสู้ไม่ถอยเลย เพราะมีไอดอล อย่าง พี่เภสัชกรทั้งสองเป็นต้นแบบ
และในที่สุดผมก็ได้ทำ Care Map Asthma สำเร็จครั้งแรก ตุลาคม 2539
นั่น ว่า งานเภสัชกรรมคลินิกได้เริ่มต้นแล้ว สำหรับผมครับ




วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ลับเลื่อยเภสัชกร

ลับเลื่อยเภสัชกร
ภก.ศุภรักษ์ ศุภเอม
            
                    ผมว่าในวีชาชีพเภสัชกรรม ของเรา มีเภสัชกรรุ่นพี่จำนวนมาก   ที่รู้สึกกลัวว่าความรู้ทางวิชาการจะด้อยกว่า เภสัชกรรุ่นน้อง หรือ พวกเด็กรุ่นใหม่  ในทางตรงกันข้ามกับวิชาชีพเวชกรรมหรือ พวกแพทย์ มีแพทย์อาวุโสมากมาย ที่ฉลาดกว่า มีความรู้มากกว่า  มีความชำนาญมากกว่า  แพทย์รุ่นน้อง หรือ แพทย์จบใหม่อย่างเทียบไม่ติด  ผมคิดว่ามันแปลกมาที่เภสัชกร  อย่างพวกเรา  หลายคนที่อายุมาก หรือ เริ่มจะแก่แล้ว ดูเหมือนว่าความรู้ทางวิชาการจะด้อยกว่า น้องเภสัชกรจบใหม่ ผมเองก็จัดว่าเป็นเภสัชกรอาวุโสอายุปีนี้ ก็ 43 ปี แล้ว คิดว่าความรู้ทางวิชาการไม่ด้อยกว่าเภสัชกรจบใหม่แน่นอน ทำไมผมทำได้ล่ะ  จริงๆ แล้ว ผมมีจำนวนชั่วโมงทำงาน  มากกว่าเภสัชกร จบใหม่หลายสิบเท่า ผมเจอเคสผู้ป่วยที่น่าสนใจมากมาย   ผมอ่านงานวิจัยด้านเภสัชกรรม นับ 1000 paper ผมได้ลองทำวิจัยด้านเภสัชกรรมมาแล้วหลายชิ้นงาน  ผมว่าเภสัชกรที่อาวุโสมากกว่าได้เปรียบเรื่องเวลาและประสบการณ์ หากเภสัชกรใช้เวลาในการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม   หรือไปเรียนต่อปริญญาโท ปริญญาเอกและแสวงหาประสบการณ์ที่หลายหลาย  น่าจะทำให้เภสัชกรรุ่นพี่มีความรู้และทักษะด้านวิชาชีพเหนือกว่าเภสัชกรรุ่นน้องจบใหม่แน่นอน  พวกเรามาลับเลื่อยของเราให้คมยิ่งขึ้นกันเถอะครับ  โปรดติดตามตอนต่อไป ครับ  ว่าเภสัชกรจะมีความรู้มากขึ้น ทักษะดีขึ้น  ทุกวันได้อย่างไร  จึงเป็นที่มา ของบทความชุด ลับเลื่อยเภสัชกร น่ะครับ .... แล้วเจอกันครับ....



       การที่เภสัชกร จะเก่งขึ้น ฉลาดขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้น  มันคงเริ่มจากการมีจุดเปลี่ยนก่อน มันเป็นจุดที่ว่า  ตอนนั้น เราไม่อยากเหมือนเดิมเราอยากเก่งขึ้น  ในครั้งแรก ปี 2538 ที่ผมคิดว่าตนเองต้องเก่งขึ้นนั้นเกิดจาก คนไข้กินยาฆ่าแมลงมา  โทรปรึกษาเภสัชกรว่า จะช่วยชีวิตคนไข้รายนี้ได้อย่างไร วินาทีนั้น ผมรู้ทันทีว่าเวลาว่างของผมต้องไม่ใช่การออกไปกินเหล้า  ไปตกปลา ไปโยนโบว์ลิ่ง  แค่นั้น ใช่เวลาว่างผมต้องอ่านหนังสือ และมีความรู้พอที่จะช่วยชีวิตผู้ป่วยได้  ในตอนนั้น ผมจะไม่เอาเวลาว่างไปทำแต่เรื่องไร้สาระอย่างเดียวไม่ได้แล้วผมต้องเปลี่ยนใช่แล้วผมต้องเรียนรู้   ผมได้เดินเข้าไปในอำเภอไปดูว่ายาฆ่าแมลงที่ขายตามร้านค้ามันมีอะไรบ้างยี่ห้อนี้ ตัวสารเคมี หรือ ตัวยาสำคัญมันคืออะไร    ยาต้านพิษมันคืออะไร ผมต้องแยกแยะ สารกลุ่มออแกนโนฟอสเฟต  สารคาร์บาเมท  และ พาราควอท  และไม่กี่เดือนต่อมา เจอชาวบ้านอีกรายกินยาฆ่าแมลงมา  คราวนี้มั่นใจในความรู้มาก  เดินไปดูคนไข้ ที่ ER ดูการทำงานของแพทย์  ไปด้วยหนนี้ คนไข้รอดครับ จุดเริ่มต้น  ของผมก็คือผมอยากจะช่วยชีวิตผู้ป่วยจริงๆ  ดังนั้นเภสัชกรต้องแม่วิชาการ  ดังนั้น การศึกษาเรียนรู้ด้วยตนเองสำคัญมาก  แต่ก้าวแรก คือ ความอยากจะเรียนรู้พัฒนาตนเอง ต่อมาก็เป็น  การศึกษาด้วยตนเอง นับจากปี 2539 ถือเป็นปีแรกที่ผม เริ่มลับเลื่อย ของผมครับ